SMART DIGITAL TRANSFORMATION BUSINESS

SCM GROUP

We are committed to being a part of driving our business together with our partners to grow up together, As the our slogan "Excellent IT"

scm

System Integrator

scm s

Software Development

scm c

Contact Center & Fully Outsource

scm cYBER

Cyber Security

FAHCLOUD

Software Platform

ทิศทางของบริษัท (Corporate Direction)

SCM Group เริ่มจากบริษัท S C M Technologies ที่เชี่ยวชาญด้าน Infrastructure สู่กลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่ทำงานร่วมกัน โดยบริษัท SCM S Technologies เชี่ยวชาญ Application/SaaS, บริษัท SCM C Technologies ด้าน Contact Center Solution/Customer Insight บริษัท SCM Cyber ด้าน Cybersecurity และ Fah cloud Innotech Co., Ltd. ด้าน AI application on cloud ปัจจุบันให้บริการแบบบูรณาการแก่ลูกค้าองค์กรภาคเอกชนและภาครัฐ ทิศทางอีก 3–5 ปีคือขยายการเข้าถึงและเพิ่มคุณค่าทางธุรกิจแก่ลูกค้าในสองด้าน
1. ขยายสู่ SME และ Solopreneur ผ่าน Business Platform as a Service
ต่อยอดจากบริการองค์กรและ SaaS ที่มีอยู่ สู่แพลตฟอร์มธุรกิจแบบบริการที่เลือกใช้แต่ละส่วนและเชื่อมต่อกันได้ทั้งระบบพื้นฐาน แอปพลิเคชัน การดูแลลูกค้า และความปลอดภัย โดยพัฒนาบริการมาตรฐานให้เริ่มใช้ได้ง่าย ขยายตามธุรกิจ และลดความจำเป็นในการออกแบบใหม่แบบรายโครงการ ตั้งเป้ารายได้จากกลุ่มลูกค้าเป้าหมายใหม่นี้คิดเป็น 20% ของรายได้รวมของกลุ่มในปี 2031
2. ยกระดับสู่บริการที่ปรึกษาธุรกิจจากข้อมูลและ AI: Business Advisor Solution
จากการใช้ข้อมูลปรับปรุงบริการ สู่การใช้ AI ร่วมกับข้อมูลการใช้งานและ Customer Insight เพื่อเสนอแนวทางเพิ่มรายได้ ลดต้นทุน หรือปรับประสบการณ์ลูกค้าตามโจทย์ธุรกิจ โดยใช้ข้อมูลแต่ละลูกค้าภายใต้สิทธิ์และวัตถุประสงค์ที่กำหนด ตั้งเป้าจำนวนลูกค้าที่ใช้งานบริการของกลุ่มเป็น 2 เท่าของปี 2026 ภายในปี 2031

วิสัยทัศน์ นวัตกรรม และการลงทุนอนาคต

แผนการลงทุนในอนาคต(Future Investment)

SCM S ต่อยอดความสามารถจาก SCM Group โดยเชื่อมโยง Infrastructure ของ SCM Technologies, Software & SaaS ของ SCMS, Contact Center และ Customer Insight ของ SCM C Technologies และ Cybersecurity ของ SCM Cyber เข้ากับทีมผู้เชี่ยวชาญของแต่ละบริษัท เพื่อพัฒนา Application และ Digital Solutions ที่ตอบโจทย์ธุรกิจของลูกค้าได้ครบวงจร

1. ฐานแพลตฟอร์มสำหรับ SME และ Solopreneur
ต่อยอด Application/SaaS ที่มีอยู่ด้วย WIZ Platform ตั้งแต่ พฤษภาคม 2023 โดยจัดสรรทีมงาน Developer และระบบ Cloud เพื่อพัฒนาออกมาเป็น Module ในแต่ละส่วนของธุรกิจ ปัจจุบันมีลูกค้าเริ่มใช้งานระบบ WIZ Platform แล้ว และนำมาเป็นฐานสำหรับ Business Platform as a Service ที่ลูกค้าสามารถเลือกใช้และขยายได้ตามความต้องการ

2. Data & AI สู่ Business Advisor
ลงทุนด้าน AI, Cloud และการพัฒนาบุคลากร เพื่อเพิ่มความสามารถด้าน AI ให้กับ Application และบริการของกลุ่ม ทั้ง Software, Contact Center และ Cybersecurity พร้อมต่อยอดข้อมูลจากหลายแหล่งสู่ Customer Insight เพื่อช่วยลูกค้าวิเคราะห์ข้อมูลและตัดสินใจทางธุรกิจได้ดีขึ้น โดย SCM S มีความเชี่ยวชาญด้าน Big Data & Analytics, BI, Cloud และ Automation อยู่แล้ว

3. บุคลากรและความน่าเชื่อถือของบริการ
พัฒนาและฝึกอบรมบุคลากรอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มความรู้และทักษะด้านเทคโนโลยีใหม่ ๆ รวมถึงการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลลูกค้า โดยมี SCM S Academy เป็นกลไกในการพัฒนาทักษะบุคลากร ทั้งด้าน Software Development, Software Testing, Cloud และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง พร้อมส่งเสริมการเรียนรู้ด้าน AI และเทคโนโลยีใหม่ภายในกลุ่มบริษัท แนวทางดังกล่าวช่วยให้บุคลากรสามารถพัฒนาความเชี่ยวชาญของตนเองอย่างต่อเนื่อง รองรับการขยายบริการและเทคโนโลยีใหม่ ๆ พร้อมรักษาคุณภาพการให้บริการและความปลอดภัยในการใช้ข้อมูลของลูกค้า

การพัฒนานวัตกรรม(Innovation)

SCM S ต่อยอดการลงทุนด้าน Platform และ AI เป็นผลิตภัณฑ์และบริการที่นำไปใช้จริง โดยมีผลงานดังนี้

1. WIZ Platform (แพลตฟอร์มธุรกิจแบบโมดูล)
พัฒนา Application เป็นโมดูลตามส่วนงานธุรกิจบน Cloud และมีลูกค้าเริ่มใช้งานแล้ว จุดที่พัฒนาขึ้นคือ สร้าง Application ที่ตอบโจทย์ธุรกิจในแต่ละส่วนอย่างชัดเจน และสามารถนำไปใช้งานได้ทันที เริ่มใช้ ตั้งแต่ปี 2023 กับ กลุ่มลูกค้าธุรกิจที่ต้องการใช้ Software/SaaS เพื่อบริหารจัดการงานเฉพาะด้าน ผลที่เกิดขึ้นคือ มีการนำ WIZ Solution ไปใช้งานจริงในหลายกลุ่มธุรกิจ เป็นฐานต่อยอดสู่ Business Platform as a Service ตามทิศทางของกลุ่ม

2. การเพิ่ม AI ใน Customer Data Platform ต่อยอดการลงทุนด้าน AI ตั้งแต่ปี 2025 โดย SCM S Technologies เพิ่มความสามารถด้าน AI และ Data Analytics ใน Customer Data Platform เพื่อรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าจากหลายแหล่ง ช่วยแก้ปัญหาการที่ข้อมูลลูกค้ากระจายอยู่หลายระบบและต้องใช้แรงงานในการรวบรวมและวิเคราะห์ เปลี่ยนจากการวิเคราะห์ข้อมูลแบบเดิมไปสู่การใช้ AI ช่วยประมวลผลและสร้าง Customer Insight เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถนำข้อมูลไปประกอบการตัดสินใจได้รวดเร็วขึ้น เริ่มนำไปใช้กับ โครงการและบริการด้าน Customer Data Platform ตั้งแต่ปี 2025 โดยมีผลงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาและปรับปรุง Customer Data Platform สำหรับองค์กรขนาดใหญ่ และต่อยอดความสามารถด้าน AI เพื่อสนับสนุนการวิเคราะห์ข้อมูลและการให้คำแนะนำทางธุรกิจ

3. Customer Insight เพื่อสนับสนุนคำแนะนำทางธุรกิจ SCMS นำข้อมูลจากระบบของลูกค้าร่วมกับข้อมูลสาธารณะ (Public Data) มาวิเคราะห์เพื่อสร้าง Customer Insight ในระดับรายลูกค้า โดยพัฒนารูปแบบการวิเคราะห์จากการนำเสนอข้อมูลและรายงาน ไปสู่การวิเคราะห์เชิง Insight ที่สามารถนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจและกำหนดแนวทางการดำเนินงานได้

แนวทางดังกล่าวนำมาใช้กับงานด้าน CRM, Social Listening และ Customer Data Platform โดยวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรม ความสนใจ และปัจจัยภายนอกที่เกี่ยวข้องกับลูกค้า เพื่อให้สามารถนำเสนอข้อเสนอแนะที่สอดคล้องกับโจทย์ของแต่ละธุรกิจ และติดตามผลหลังการนำ Insight ไปใช้งาน เป็นฐานในการต่อยอดสู่ Business Advisor Solution ที่ใช้ Data และ AI สนับสนุนการตัดสินใจทางธุรกิจ

เทรนด์ที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจ (Trend Readiness)

เทรนด์ที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจของ SCM S มากที่สุด คือ AI Trend และ Demographic Change โดย AI ทำให้ลูกค้าสามารถสร้างบริการหรือทำงานบางส่วนได้ด้วยตนเองมากขึ้น ส่งผลให้มูลค่าที่ลูกค้ายอมจ่ายสำหรับงานที่ผูกกับจำนวนแรงงานลดลง ขณะที่ Demographic Change ทำให้จำนวนประชากรและแรงงานลดลง การหาบุคลากรทดแทนทำได้ยากขึ้นและต้นทุนแรงงานสูงขึ้น ส่งผลโดยตรงต่อธุรกิจบริการที่พึ่งพาจำนวนบุคลากร

1. AI Trend
SCM S ปรับรูปแบบการสร้างคุณค่าจากการขาย “แรงงาน” ไปสู่การส่งมอบ “ผลลัพธ์” โดยนำ AI เข้าไปเพิ่มความสามารถใน Application และบริการของบริษัท เช่น CRM, AI Chatbot และ Social Listening รวมถึงการต่อยอดด้าน Customer Data Platform เพื่อช่วยลดงานที่ต้องทำซ้ำ เพิ่มความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูลและให้บริการลูกค้า และทำให้ลูกค้าได้รับผลลัพธ์ที่ต้องการรวดเร็วขึ้นด้วยต้นทุนที่เหมาะสม โดยเริ่มนำ AI มาใช้และพัฒนาต่อยอดใน Application ตั้งแต่ปี 2025 และขยายไปยังบริการต่าง ๆ ของบริษัทอย่างต่อเนื่อง

2. Demographic Change Trend
Demographic Change ส่งผลโดยตรงต่อธุรกิจบริการดูแลลูกค้าของ SCM S ซึ่งรายได้มีความสัมพันธ์กับจำนวนเจ้าหน้าที่ ขณะที่ต้นทุนต่อคนสูงขึ้นในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา และใช้เวลาสรรหาบุคลากรนานขึ้น SCM S จึงนำ AI และ Automation เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพงานบริการ เพื่อให้ทีมเดิมสามารถรองรับปริมาณงานที่เพิ่มขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มจำนวนบุคลากรในสัดส่วนเดียวกัน พร้อมพัฒนาพนักงานให้สามารถทำงานข้ามด้านและใช้เทคโนโลยีใหม่ในการทำงานได้มากขึ้น

ความเร็ว เทคโนโลยี และการพัฒนาคน(Speed to Market)

1. ปัญหา / โอกาส
ลูกค้าองค์กรมีข้อมูลลูกค้ากระจายหลายระบบ ทีมขายและทีมดูแลลูกค้าจึงไม่เห็นลูกค้ารายเดียวกันเป็นภาพเดียว ทำให้ไม่สามารถเพิ่มยอดขายหรือกำไรได้ ขณะที่กลุ่มบริษัทฯ ยังไม่มีผลิตภัณฑ์ CRM ของตนเอง และความสามารถที่จำเป็นกระจายอยู่คนละบริษัท SCM S เชี่ยวชาญแอปพลิเคชันและ AI ส่วนบริษัท SCM C เชี่ยวชาญข้อมูลลูกค้าและงานดูแลลูกค้า ทั้งสองไม่เคยรวมเป็นผลิตภัณฑ์เดียวมาก่อน โอกาสคือมีฐานแอปพลิเคชันเดิมอยู่แล้ว จึงไม่ต้องเริ่มเขียนใหม่ตั้งแต่ต้น

2. สิ่งที่ทำ
– SCM S และ SCM C ออกแบบร่วมกันตั้งแต่ขั้นวิเคราะห์โจทย์ แทนการส่งต่องานเป็นทอด โดย SCM S รับผิดชอบแอปพลิเคชันและ AI ส่วน SCM C รับผิดชอบโครงสร้างข้อมูลลูกค้าและกระบวนการดูแลลูกค้าที่ได้จากงานจริง
– ต่อยอด Application เดิมเป็น Customer Data Platform ลดการพัฒนาซ้ำและระยะเวลาในการสร้างผลิตภัณฑ์
– เริ่มให้บริการในตลาด B2C ก่อน พร้อมออกแบบโครงสร้างข้อมูลและสิทธิ์การใช้งานให้รองรับ
– B2B ตั้งแต่ต้น ทำให้สามารถขยายไปยังธุรกิจรูปแบบอื่นได้โดยไม่ต้องพัฒนาระบบใหม่ทั้งหมด
– เปลี่ยนรูปแบบการส่งมอบจากการคิดตามจำนวนวันพัฒนา มาเป็นการนำความสามารถที่มีอยู่มาประกอบเป็น Solution ที่ตอบโจทย์ธุรกิจ

3. ระยะเวลาและผลลัพธ์
– B2C: พัฒนา 6 เดือน และเปิดให้บริการ มิถุนายน 2025
– B2B: ต่อยอดจากฐานเดิม ใช้เวลา 3 เดือน เปิดให้บริการ กันยายน 2025 เร็วขึ้นประมาณ 30-50% เมื่อเทียบกับการพัฒนาใหม่
– มีลูกค้าใช้งานรวมกว่า 100 ราย แบ่งเป็น B2C 64% และ B2B 36%
– มีผู้ใช้งานจริงจากระบบประมาณ 450 ราย
– สร้างรายได้จากผลิตภัณฑ์หลายล้านบาทต่อปี และมีสัดส่วนรายได้ต่อเนื่องประมาณ 70%
– ผลิตภัณฑ์นี้เป็นฐานสำคัญในการต่อยอดสู่ Business Platform as a Service ตามทิศทางการเติบโตของ SCM S ในระยะ 3–5 ปี

การนำเทคโนโลยีมาใช้ (Technology Adoption)

กลุ่มบริษัทฯ ใช้เทคโนโลยีกับงานของตัวเองก่อน แล้วจึงพัฒนาเป็นบริการให้ลูกค้า

1. AI ในงานพัฒนาและส่งมอบซอฟต์แวร์ (SCM S) เริ่มใช้ มกราคม 2025
ใช้ AI ช่วยการเขียนและทบทวน Code การสร้างชุดทดสอบ การวิเคราะห์ข้อผิดพลาด และตรวจสอบทำเอกสารสงมอบ ผลต่อประสิทธิภาพ: รอบการส่งมอบเฉลี่ยลดจาก 20 วัน เหลือ 14 วัน · ข้อบกพร่องที่พบหลังส่งมอบลดลง 25%

ผลต่อต้นทุน: ทีมเดิมรับงานได้เพิ่มขึ้น 30% โดยไม่เพิ่มกำลังคนตามสัดส่วน เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ SCM S สามารถต่อยอด Customer Data Platform สู่ตลาดใหม่ได้ในเวลาสั้น

2. AI ในงานศูนย์บริการลูกค้าของกลุ่มเอง (SCM C) เริ่มใช้ มกราคม 2025
ใช้ AI ช่วย **สรุปบทสนทนาอัตโนมัติ การตรวจสอบคุณภาพการให้บริการ และการช่วยแนะนำคำตอบแก่เจ้าหน้าที่**

ผลต่อต้นทุน: เวลาบันทึกงานหลังจบสายลดลง 40% รองรับปริมาณงานเพิ่มขึ้น 25% ด้วยจำนวนเจ้าหน้าที่เท่าเดิม

ผลต่อลูกค้า: การตรวจสอบคุณภาพครอบคลุมจาก 10% เป็น 100% ของงานทั้งหมด คะแนนความพึงพอใจเพิ่มจาก 85% เป็น 90%

ผลต่อรายได้: ต่อยอดเป็นบริการ AI และ Automation ให้ลูกค้า 8 ราย

3. ข้อมูลกลางเพื่อการตัดสินใจของกลุ่ม เริ่มใช้ ตุลาคม 2025
รวมข้อมูลลูกค้าและงานบริการจาก SCM S และ SCM C ให้เห็นลูกค้ารายเดียวกันเป็นภาพเดียว เพื่อสนับสนุนการวิเคราะห์และการนำเสนอบริการข้ามบริษัท

ผลต่อการตัดสินใจ: รอบการรายงานลดจาก 7 วัน เหลือ 1 วัน ระบุโอกาสขยายบริการข้ามบริษัทได้ 30 รายการ

การกำกับดูแล: ผลลัพธ์จาก AI ได้ผ่านการทบทวนโดยผู้รับผิดชอบ (Human in the Loop) ก่อนนำไปใช้ในการตัดสินใจหรือส่งมอบให้ลูกค้า

การพัฒนาบุคลากร (People Development)

กลุ่มบริษัทฯ มีความหลากหลายและเชี่ยวชาญใน 4 ด้าน จึงทำให้บุคลากรสามารถเติบโตจากงานโครงสร้างพื้นฐาน และต่อยอดไปยังบริษัทฯ อื่นๆ ในกลุ่มได้ ไม่ว่าจะเป็น Application หรือ Cyber Security โดยไม่ต้องเปลี่ยนบริษัทฯ และยังสามารถเติบโตในสายผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านได้

แนวทางและโครงการ

1. พัฒนาความเชี่ยวชาญตามบทบาท: กำหนดทักษะและใบรับรองที่จำเป็นของแต่ละบทบาท พร้อมสนับสนุนค่าใช้จ่ายและเวลาเตรียมสอบ โดยครอบคลุม Certification ในสายงานหลักของ SCM S ได้แก่
– Cloud: AWS Certified, Microsoft Azure, Google Cloud
– Software Development: Microsoft Certified และ Java-related Certification
– Software Testing: ISTQB
– Cyber Security: CompTIA Security+, Microsoft Security และ Cloud Security
– Agile / Project Management: Scrum Master และ Agile-related Certification
– AI / Data: Microsoft Azure AI, Google Cloud AI และ Data-related Certification

2. โครงการอบรมความรู้ในการปฏิบัติงาน: จัดอบรม 8 หลักสูตร/ปี ครอบคลุมพนักงาน 100% โดยเน้นความรู้และแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับ ISO/IEC 27001 และ ISO/IEC 29110 รวมถึง Software Development, Software Testing, Information Security และการจัดการกระบวนการทำงาน เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2568

3. ทักษะ AI ตามบทบาทงาน: มีการสร้างกลุ่มให้ความรู้ด้าน AI ควบคู่กับเกณฑ์การใช้ AI อย่างรับผิดชอบที่บริษัทฯ กำหนดให้ใช้ทั้งกลุ่ม
– การเรียนรู้จากงานจริงข้ามบริษัท: จัดทีมจากต่างบริษัทในกลุ่มทำงานร่วมกัน 12 โครงการ/ปี เช่น ทีมร่วม SCM S และ SCM C ที่พัฒนา Customer Data Platform
– แหล่งบุคลากรใหม่: ร่วมกับสถาบันการศึกษา 10 แห่ง รับนักศึกษาฝึกงาน 20 คน/ปี และบรรจุเป็นพนักงาน 8 คน/ปี

ความคืบหน้าที่วัดได้: พนักงานที่เปลี่ยนบทบาทหรือย้ายสายงานภายในกลุ่มได้ 15 คน ระยะเวลาเติมตำแหน่งสายเทคนิค จาก 60 วัน เหลือ 40 วัน

การพัฒนาอย่างต่อเนื่องขององค์กร (Continuous Improvement)

ปัญหาเดิม: เมื่อโครงการหนึ่งต้องใช้ความเชี่ยวชาญจากหลายบริษัท งานถูกส่งต่อเป็นทอด แต่ละบริษัทใช้มาตรฐานและเครื่องมือของตัวเอง ทำให้เกิดเวลารอระหว่างขั้นตอน และงานย้อนกลับเมื่อพบปัญหาปลายทาง ที่สำคัญคือบทเรียนจากแต่ละโครงการอยู่กับทีมนั้น ไม่ถูกส่งต่อ ทีมใหม่จึงทำผิดซ้ำเรื่องเดิม
 
วิธีดำเนินการ เริ่ม มกราคม 2567 และทบทวนหลังส่งมอบทุกโครงการ ปัจจุบันดำเนินการมาแล้ว 24 ครั้ง
 
1. ทบทวนร่วมหลังส่งมอบทุกโครงการที่มีมากกว่าหนึ่งบริษัท โดยทีมที่เกี่ยวข้องทั้งหมด
2. จัดกลุ่มสาเหตุ และคัดเฉพาะสิ่งที่เกิดซ้ำตั้งแต่ 2 ครั้งขึ้นไป
3. แปลงเป็นมาตรฐานการทำงานร่วมหรือส่วนประกอบที่ใช้ซ้ำได้ พร้อมเจ้าของและวันบังคับใช้
4. วัดในรอบถัดไปว่าปัญหาประเภทนั้นลดลงจริงหรือไม่ แล้วรายงานต่อผู้บริหารกลุ่มทุกรอบ

4.1 ผลลัพธ์ต่อเนื่อง 2567 → 2568 → 2569

4.2 ระยะเวลาส่งมอบโครงการข้ามบริษัท: 6 → 5 → 4 เดือน ซึ่งเป็นเหตุผลที่การขยาย Customer Data Platform สู่ตลาด B2B ใช้เวลาน้อยกว่าครั้งแรกอย่างมีนัยสำคัญ

4.3 ข้อบกพร่องที่พบหลังส่งมอบต่อโครงการ: 12 → 8 → 5 รายการ

4.4 งานที่ต้องส่งกลับไปแก้ระหว่างทีม: 18% → 12% → 7%

4.5 ความพึงพอใจของลูกค้า: 85% → 88% → 92%

ปัจจุบันมาตรฐานที่เกิดจากกลไกนี้ถูกใช้กับทุกโครงการที่มีการทำงานร่วมกัน ผู้จัดการโครงการเป็นผู้ดำเนินการทบทวนในแต่ละโครงการ และผู้บริหารระดับสูงเป็นเจ้าของกลไกที่รวบรวมบทเรียนข้ามโครงการและอนุมัติมาตรฐาน

ผลกระทบต่อตลาด แบรนด์ และความยั่งยืน (Market Impact)

กลุ่มบริษัทฯ สร้างผลกระทบต่อตลาดด้วยการเปลี่ยนวิธีที่ลูกค้าจัดซื้อเทคโนโลยี
 
1. จากซื้อแยกรายผู้ขาย สู่ผู้รับผิดชอบรายเดียวครบสี่ด้าน
เดิมองค์กรต้องจัดซื้อโครงสร้างพื้นฐาน แอปพลิเคชัน ระบบดูแลลูกค้า และความมั่นคงปลอดภัยจากผู้ขายคนละราย แล้วเป็นผู้ประสานความรับผิดชอบเอง เมื่อระบบขัดข้อง เวลาที่เสียไปกับการหาว่าใครรับผิดชอบมักนานกว่าเวลาแก้จริง
 
ปัจจุบันลูกค้า 45 ราย ใช้บริการตั้งแต่สองบริษัทขึ้นไปในกลุ่ม และ 12 ราย ใช้บริการครบทั้งสี่ด้าน คิดเป็นประมาณ 30% ของรายได้กลุ่ม
 
2. ขนาดและการเติบโต
รายได้รวมกลุ่ม (จาก DBD รวมได้ 758 MB) 1,500 ล้านบาทในปี 2568 เติบโตเฉลี่ย 12% ต่อปี ในช่วง 2566–2568
มีลูกค้าองค์กรทั้งภาคเอกชนและภาครัฐ 120 ราย ครอบคลุม 8 กลุ่มอุตสาหกรรม
ระบบที่กลุ่มออกแบบ พัฒนา ดูแล และปกป้อง รองรับผู้ใช้ปลายทางประมาณ 1 ล้านราย โดยนับจากจำนวนผู้ใช้งานของระบบและบริการที่กลุ่มส่งมอบให้ลูกค้า
 
3. ขยายตลาดด้วยผลิตภัณฑ์ของกลุ่มเอง
Customer Data Platform ขยายจากตลาด B2C สู่ B2B ภายใน 6 เดือน ปัจจุบันมีลูกค้า 18 ราย ทำให้กลุ่มมีทรัพย์สินทางปัญญาและผลิตภัณฑ์ของตนเอง สามารถต่อยอดเป็น Software/SaaS และ Business Platform as a Service โดยไม่พึ่งพาสิทธิ์ขายต่อของผู้ผลิตรายอื่นเพียงอย่างเดียว
 
4. บทบาทต่ออุตสาหกรรม
กลุ่มบริษัทฯ มีส่วนร่วมในการพัฒนาและให้ความรู้แก่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยส่งตัวแทนเข้ามีบทบาทในสมาคมและกิจกรรมด้านอุตสาหกรรม ICT รวมถึงการสนับสนุน Thailand ICT Awards (TICTA) และการมีส่วนร่วมในการคัดเลือกและเตรียมตัวแทนประเทศไทยเข้าสู่ Asia Pacific ICT Alliance Awards (APICTA) เพื่อยกระดับความรู้ ความสามารถ และศักยภาพของบุคลากรและผู้ประกอบการไทยสู่เวทีระดับภูมิภาคและระดับโลก
 
แหล่งที่มา
https://www.facebook.com/share/p/1JvJmJP9rW/
https://www.facebook.com/share/p/19K8PLBQCB/https://www.facebook.com/share/p/1EaWjQ8ZXY/
https://www.facebook.com/share/p/1QHZdJseug/
https://www.facebook.com/share/p/19Uq5cW6y2/https://apicta.org/member-economies/

ลูกค้ามีความเชื่อมั่น(Brand Trust)

กลุ่มบริษัทฯ เริ่มต้นจาก SCM Technologies ซึ่งให้บริการด้าน Infrastructure ก่อน จากความไว้วางใจของลูกค้าเดิม ลูกค้าจึงทยอยมอบหมายให้กลุ่มดูแลความต้องการด้านอื่นเพิ่มเติม ทั้ง Software & Application, Contact Center และ Cyber Security จนพัฒนาเป็นความสามารถครบ 4 ด้านในปัจจุบัน การเติบโตของกลุ่มจึงไม่ได้มาจากการหาลูกค้าใหม่เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการขยายความสัมพันธ์กับลูกค้าเดิมที่มีความเชื่อมั่นในความสามารถของกลุ่ม
 
1. ความไว้วางใจที่ขยายข้ามบริษัท
ลูกค้าเริ่มจากบริการเดียว แล้วขยายไปใช้บริการของบริษัทอื่นในกลุ่ม โดยใช้เวลาเฉลี่ย **2.5 ปี**
ปัจจุบันสัดส่วนลูกค้าประมาณ 30% ใช้บริการครบทั้งสี่ด้าน
 
การตัดสินใจนี้สะท้อนว่าลูกค้ายอมให้กลุ่มบริษัทฯ เข้าไปดูแลทั้งโครงสร้างพื้นฐาน ระบบและข้อมูลลูกค้า ตลอดจนความมั่นคงปลอดภัยขององค์กร ซึ่งเป็นระดับความไว้วางใจที่สูงในธุรกิจเทคโนโลยี
 
2. ความสัมพันธ์ที่ยาวและการใช้ซ้ำ
ลูกค้า 40 ราย ใช้บริการต่อเนื่องเกิน 5 ปี
อัตราการต่อสัญญา 92% ในปี 2568
รายได้จากลูกค้าเดิมคิดเป็น 75% ของรายได้รวม
 
3. ความพึงพอใจที่วัดได้
คะแนนความพึงพอใจ 90% จากผู้ตอบ 80 ราย จากการสำรวจความพึงพอใจลูกค้าประจำปี ช่วง มกราคม–ธันวาคม 2568
หนังสือคำรับรองจากลูกค้าที่เผยแพร่ได้ 5 ฉบับ
 
4. การยืนยันจากภายนอก
 
ลูกค้าภาครัฐ 25 ราย ซึ่งผ่านกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่สามารถตรวจสอบได้จากประกาศสาธารณะ
 
มีการดำเนินงานภายใต้มาตรฐาน ISO/IEC 27001 และ ISO/IEC 29110
 
มีความร่วมมือและสถานะพันธมิตรกับผู้ผลิตเทคโนโลยีในกลุ่ม **Cloud, Software และ Cyber Security**

การดึงดูดผู้มีความสามารถเข้าสู่องค์กร(Talent Attraction)

1. การยอมรับจากภายนอกที่ตัวบุคลากร
 
ผู้เชี่ยวชาญของกลุ่มบริษัทฯ ได้ทำงานร่วมกับสมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยมีบทบาทในการพัฒนาอุตสาหกรรมผ่านโครงการ Thailand ICT Awards รวมถึงการให้ความรู้และเตรียมตัวแทนประเทศไทยเพื่อสนับสนุนการเข้าร่วมโครงการ Asia Pacific ICT Awards ตั้งแต่ปี 2563
 
กิจกรรมดังกล่าวเป็นเวทีที่สนับสนุนการพัฒนาคนตั้งแต่ระดับนักเรียนมัธยมต้น ทำให้กลุ่มบริษัทฯ มีส่วนในการสร้างแรงบันดาลใจ พัฒนาทักษะ และดึงดูด Talent รุ่นใหม่เข้าสู่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างต่อเนื่อง
 
2. เส้นทางเติบโตของพนักงานที่หลากหลาย
พนักงาน 15 คน/ปี เปลี่ยนหรือหมุนเวียนงานระหว่างบริษัทในกลุ่ม จากงานโครงสร้างพื้นฐานสู่ Application, Customer Data หรือ Cyber Security โดยไม่ต้องเปลี่ยนนายจ้าง
ตำแหน่งบริหารที่เติมจากภายใน 60%
ผู้เชี่ยวชาญสายเทคนิคระดับสูง 20 คน ที่ก้าวหน้าในสายวิชาชีพโดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนไปเป็นผู้จัดการ
 
3. การดึงดูด
ผู้สมัครที่มาจากการแนะนำของพนักงานปัจจุบัน 25%
ระยะเวลาเติมตำแหน่งสายเทคนิคเฉลี่ย 40 วัน
ร่วมกับสถาบันการศึกษา 5 แห่ง รับนักศึกษาฝึกงาน 20 คน/ปี และบรรจุเป็นพนักงาน 8 คน/ปี
 
4. การรักษาคน
อัตราการรักษาพนักงาน 85% ในปี 2568 โดยคำนวณจากพนักงานที่ยังคงปฏิบัติงานอยู่ ณ สิ้นปี เทียบกับจำนวนพนักงานต้นปี โดยไม่นับพนักงานที่ลาออกจากกรณีเกษียณหรือสิ้นสุดสัญญาจ้าง
อายุงานเฉลี่ย 5.2 ปี
พนักงานที่อยู่กับกลุ่มบริษัทฯ เกิน 5 ปี คิดเป็น 45%

ผลกระทบเชิงบวก(Positive Impact)

1. ความร่วมมือกับสถาบันการศึกษา
ดำเนินความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2563 โดยร่วมกับสถาบันการศึกษา 5 แห่ง และรับนักศึกษาฝึกงานเฉลี่ยปีละ 20 คน
ขนาดและผลลัพธ์:
นักศึกษาที่ผ่านโครงการสะสม 200 คน
เข้าทำงานในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี 120 คน
ร่วมงานกับกลุ่มบริษัทฯ 60 คน
 
2. การร่วมสนับสนุนเวทีพัฒนาเยาวชนของอุตสาหกรรม
ดำเนินการต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2563 โดยผู้เชี่ยวชาญของกลุ่มบริษัทฯ มีบทบาทเป็นผู้จัดการโครงการใน Thailand ICT Awards และมีส่วนในการให้ความรู้และเตรียมตัวแทนประเทศไทยเข้าสู่ Asia Pacific ICT Awards ซึ่งดำเนินการร่วมกับสมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศ
 
โครงการเปิดโอกาสให้เยาวชนตั้งแต่ระดับมัธยมต้นได้เรียนรู้และพัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยีผ่านการแข่งขันและการทำโครงงานจริง สร้างเส้นทางการพัฒนา Talent อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ระดับนักเรียนไปสู่ระดับอุดมศึกษาและการเข้าสู่อุตสาหกรรม
 
ในมุมของกลุ่มบริษัทฯ การมีส่วนร่วมดังกล่าวไม่ใช่เพียงการสนับสนุนกิจกรรม แต่เป็นการช่วยสร้าง Talent Pipeline ของอุตสาหกรรม ICT ไทย และเพิ่มศักยภาพของตัวแทนประเทศไทยในการแข่งขันบนเวทีระดับภูมิภาคและระดับโลก

Ensure Reliability with Global Standards

www.tuev-nord-cert.com

IT Production & IT Solution Service

บริการซอฟต์แวร์พร้อมใช้งาน (SaaS)

โซดรู AI

Social Sniffer
น้องหมา AI อัจฉริยะ ทำหน้าที่คอยสอดส่อง เฝ้าระวัง
เหตุการณ์ทางสังคมโซเชียล

Online Permit to work

ระบบขออนุญาตเข้าทำงาน
ออนไลน์

Sales On ground

ระบบบริหารงานขาย

If you got any questions,
please do not hesitate to send us a message.

Your free 30 day trial today!

ทดลองใช้งานฟรี 30 วัน

Customer Data Platform

แพลตฟอร์มข้อมูลลูกค้า

Customer Relationship Management

ระบบบริหารงานลูกค้าสัมพันธ์

Agenta AI (AI Agent)

ผู้ช่วยพนักงาน Contact Center

About us

Leading IT Professionals

with Full Range of Services & Solutions

S C M Technologies, We established in 2009 named “S C M System” as Value-Added Distributor company.

In 2013 we changed the company from Value-Added Distributor to System Integrator and changed the name of a company from “S C M System” to “S C M Technologies” Within a strong market response for the customer.

“S C M Technologies” is committed to being a part of driving our business together with our partners to grow up together, As the our slogan “Excellent IT”

SCM ผู้ให้บริการ IT Solution

AWARD

CERTIFICATES

OUR CLIENTS

For your trust & confident
in our service.

Lastest Posts

News & Events